Carotech Health,Medical ยาแก้ลมพิษมีแบบไหนบ้าง? ควรดูแลตัวเองอย่างไรให้หายเร็ว ผิวไม่อักเสบ

ยาแก้ลมพิษมีแบบไหนบ้าง? ควรดูแลตัวเองอย่างไรให้หายเร็ว ผิวไม่อักเสบ

ยาแก้ลมพิษ

                สำหรับคนที่เป็นลมพิษแล้ว ยาแก้ลมพิษเป็นยาที่สำคัญที่ควรมีติดไว้ใกล้ตัว เพราะลมพิษมักเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ทำให้ไม่ทันได้เตรียมตัวและหาซื้อยาไม่ทัน โดยอาการของลมพิษจะขึ้นเป็นผื่นนูนแดง หรือรอยปื้นแดงทั่วตัว มีอาการคัน เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่ผิวแพ้ง่าย ลมพิษไม่ได้จัดว่าเป็นโรคที่ร้ายแรง แต่หากดูแลไม่ถูกวิธีก็อาจทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบและอาจส่งผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

รู้จักยาแก้ลมพิษ มีแบบไหนบ้าง ต่างกันอย่างไร?

  • ยาทาเฉพาะที่ ยาแก้ลมพิษชนิดแรกคือ ยาทาเฉพาะที่ เช่น คาลาไมน์โลชัน (Calamine lotion) เป็นยาทาต้านอาการคันที่มีส่วนผสมของเมนทอลเพื่อช่วยบรรเทาอาการคันเฉพาะจุด เป็นยาทาเฉพาะที่สำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง
  • ยาแก้แพ้ หรือยาต้านฮีสตามีน (Antihistamine) เช่น ลอราทาดีน (Loratadine), เซทิริซีน (Cetirizine), เฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine) เป็นยาลดอาการคันจากสารก่อภูมิแพ้ในกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วง เหมาะสำหรับใช้ระหว่างวัน เช่น ผู้ที่ต้องขับรถ ทำงาน หรือเรียนหนังสือ เพราะไม่มีผลข้างเคียงที่ทำให้ง่วงนอน ออกฤทธิ์ได้นาน เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการลมพิษไม่รุนแรง หรือมีผื่นคัน
  • ยาคอร์ติโคสเตอรอยด์ (Corticosteroids) เป็นยาแก้ลมพิษเฉียบพลันรุนแรงหรือมีอาการบวมร่วมด้วย ควรทานภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

การดูแลตัวเองร่วมกับการทานยาแก้ลมพิษให้หายเร็ว

  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ นอกจากการทาหรือทานยาแก้ลมพิษแล้ว ควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดลมพิษ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ อาหารทะเล แสงแดด ความร้อน สารเคมีบางชนิด ยาบางชนิด
  • ไม่เกาบริเวณที่เป็นผื่น เพราะยิ่งเกาจะทำให้ยิ่งคัน เสี่ยงต่อผิวหนังอักเสบ ทำให้เป็นแผลและเกิดการติดเชื้อได้
  • ประคบเย็นเพื่อช่วยลดบวม หรือใช้เจลเก็บความเย็นประคบบริเวณที่เป็นผื่น
  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น เพราะจะทำให้ผิวแห้งและเกิดการอักเสบได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีสารเคมีหรือน้ำหอม เพราะเป็นสารกระตุ้นให้เกิดการแพ้
  • ทำความสะอาดผิวหนังก่อนทายาเฉพาะที่ เพื่อความสะอาดและช่วยลดอาการคันจากสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ความเครียดและการนอนไม่เพียงพอสามารถกระตุ้นให้ลมพิษแย่ลงได้ ควรพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 7 – 9 ชั่วโมง และหากิจกรรมผ่อนคลายเพื่อลดความเครียด
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ผิวไม่แห้ง และช่วยลดโอกาสที่ผิวจะเกิดการอักเสบจากลมพิษ

โดยทั่วไปแล้วยาแก้ลมพิษสามารถหาซื้อได้ด้วยตัวเอง มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป เมื่อใช้ยาแล้วควรหมั่นสังเกตอาการ หากใช้ยาติดต่อกันหลายวันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หน้าบวม ตาบวม ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาอย่างถูกวิธี เพราะอาจส่งผลข้างเคียงที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้